จากทุกข์ เข้าสู่ นิพพาน บรมสุข ตลอดกาล
หลวงพ่อสี สิริญาโณ ( นามนาง) พระราชวัชรสิริมงคล วิ. ท่าน ได้ ลา จาก สังขาร คือลาจาก ร่างกาย จิตใจ เมื่อ ๒๔ ๑๒ ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๔๔ น. ขณะ ที่พระสงฆ์ กำลังพิจารณาอาหารในบาตร (
...... ก. เมื่อ ก่อนจะ กิน เราก็ควรจะพิจาณาก่อนว่า “ สิ่งเหล่านี้ ( อาหาร ) ( ปัจจัย ๔ ) เป็นสักว่าธาตุ ( ดิน น้ำ ไฟ ลม ) ตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยอยู่เนืองนิตย์ สิ่งเหล่านี้ ( คืออาหาร ) และคน ( เรา ) ที่กำลังจะกินอาหารนี้ ต่างก็เป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ ( คือ ธาตุ ๖ ขัน ๕ รูป นาม อายตนะ ๖ ) มิได้เป็นสัตวะอันยังยืน มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล ( ไม่มี ตัว จริงๆ จะมี จะเป็นแต่เพียง ตัว ตามสมมุติ ตามสมมุติ ที่จะต้อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ควรใช้อย่างคุ้มค่า แล้ววาง อย่างมีปัญญา ไม่ให้ตกเป็นทาส กิเลส ตัณหา ) ว่างเปล่าจากความหมายที่จะเป็นตัว เป็นตน ( ไม่เป็น ตน อย่างแท้จริง เพราะว่า บอกก็ไม่ได้ ใช้ก็ไม่ฟัง หรือฟัง. แต่ว่า. จะ ต้องสร้างเหตุที่ดี ละเหตุที่ชั่ว เมื่อ ทำดีได้เต็มที่ และ เลิกชั่วเต็มที่แล้ว ก็ควรวาง อย่างมีปัญญา ไม่ใช่จะไม่ยอมทำอะไรเอาแบบ ซื่อๆ งมงาย ทื่อๆ ) ก็ อาหารทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นของสกปรก น่าเกลียดมาแต่ก่อนแต่เดิมเลย แต่ว่า ครั้นเมื่อได้มาถูกต้อง แตะกับร่างกาย อันเน่าอยู่เป็นนิจนี้ ( มีน้ำลาย น้ำย่อย ลิ้น กระเพาะ ปาก ) นี้แล้ว ( ทั้งคน และ อาหาร ) ก็ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่งไปด้วยกัน ”
...... ข. และในขณะที่ กำลังจะ กิน กำลังกิน เราควรจะคิดในใจ ก่อนว่า
“ เราย่อมพิจารณาอย่างแยบคายแล้วจึงกินอาหาร ( ปัจจัย ๔ ) ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางร่างกาย ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประดับ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตกแต่ง แต่ว่าให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกายนี้ เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ เพื่อความสิ้นไปของความลำบากทางร่างกาย เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้ทำงานภาวนาได้ ด้วยการทำอย่างนี้ เราก็ย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิวได้ แล้วก็จะไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ ( คือความอึดอัด เจ็บ แสลง เรอ อาเจียน เสียดายเงิน เวลา อาหาร เกิดแน่น จุกเสียด ง่วง เหงา หาวนอน แพ้อาหาร อิ่มเกิน ทุกข์กายใจ น้ำหนักเกิน อ้วน ) ให้เกิดขึ้น อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ ด้วย ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย จะมีแก่เรา ดังนี้ ”
........ ค. และในเวลา อดีต คือ หลังจาก ที่เราได้กิน แล้ว เราก็คิด ว่า โดยเติมคำใส่ข้างหน้าของข้อความจากบทข้างบน ข. ว่า
“ อาหาร ( + น้ำ ) ( ปัจจัย ๔ ) ใด ๆ ก็ตาม ที่เรากินแล้วและไม่ทันได้พิจารณาในวันนี้ ( มื้อนี้ ) อาหารนั้นเรากินแล้ว ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเมามันเกิดกำลังพลังทางร่างกาย ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประดับ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อตกแต่ง แต่ว่าให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกายนี้ เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ เพื่อความสิ้นไปของความลำบากทางร่างกาย เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์ ( เพื่อให้ทำงานภาวนาได้ ) ด้วยการทำอย่างนี้ เราก็ย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิวได้ แล้วก็จะไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ ( คือความอึดอัด เจ็บ แสลง เรอ อาเจียน เสียดายเงิน เวลา อาหาร เกิดแน่น จุกเสียด ง่วง เหงา หาวนอน แพ้อาหาร อิ่มเกิน ทุกข์กายใจ น้ำหนักเกิน อ้วน ) ให้เกิดขึ้น อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ ด้วย ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย จะมีแก่เรา ดังนี้ ”
.... )
------------------------------------
ก่อน พระสงฆ์ จะฉันภัตตาหาร ในบาตร พระจะฉันแบบ อาสนะเดียว
ในโรงฉันนอก ทางทิศใต้ กุฎี และ ห้องพยาบาล ของหลวงพ่อสี
หลังพระสงฆ์ ฟังธรรม ใน เช้าวัน พุธ ที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
หลวงพ่อสี สิริญาโณ ใช้ ขันธ์ ห้า ในชาติสุดท้ายนี้มา ประมาณ ๑๐๑ ปี + เจ็ดเดือน กับ หนึ่งวัน
ถ้า ท่านหมด กิเลส สิ้นกิเลสทั้ง สาม ท่าน ก็ ได้ จาก โลก เป็นครั้งสุดท้าย แบบ ไม่กลับมา สู่ โลก ใด ๆ ใน ๓๑ ภูมิ โลก นี้ แบบ ตลอดกาล
ในแบบ ที่ ภาษาบาลี ซึ่ง เป็น ภาษา ของพระพุทธเจ้า กล่าว ว่า
แปลว่า .. การ สงบ การระงับสังขาร ( กาย ใจ) เป็นความสุข ที่ ยิ่ง ยวด สูงสุด ดังนี้
เหมือน กับ พระพุทธเจ้า ท่าน จากไป เข้าสู่ นิพพานบรมสุข เมื่อ วันเพ็ญ เดือน หก เมื่อ ท่าน มี อายุ แปดสิบปี ที่ เมือง กุสินารา ประเทศอินเดียย เมื่อ ประมาณ ๒๕๖๘ ปี มาแล้ว
-------------------------------------------------------------------
เพื่อเป็นการ สร้างสั่งสะ สะสม คุณงาม ความดี บุญ กุศล ภาวนา สร้าง ปารมี ทั้ง ๑๐ เพื่อ จะ เข้า สู่ พระนิพพาน
ที่ วัดป่าศรีมงคล สาขาที่ ๑๓ ของวัดหนองป่าพง ซึ่ง เป็น สถานที่ ตั้ง สรีระร่าง ของหลวงพ่อ หลวงปู่สี สิริญาโณ ศิษย์ ผู้มีพรรษาสูงสุดของหลวงปู่ชา สุภัทโท
จะมีการ ปฎิบัติธรรม ตามแบบ บูรพาอาจารย์หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง
------------------------------------------------------
( กดดู ที่นี่ ) ๒๒ -- ๒๓ พ.ค. พ.ศ. ๒๕๖๘
ครบ รอบ ๑๐๑ ปี ... มุทิตาจิต แด่ หลวงพ่อสี สิริญาโณ ..
13083275_1188701731154037_7681840832394101678_น
แผนภูมิ ครูบาอาจารย์ มีอีกมากมาย ที่ไม่ได้ นำมาลง ไว้
๒๒ - ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘
จัดทำ "มุทิตา" ในรูปแบบรวมและแยก กัน
๑. ความเมตตาคือการมีความสุข
๒. ความเมตตา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์
๓. “ มุทิตา คือ การแสดงความยินดี กับ ความดี ความเจริญ ความสำเร็จ
ของผู้อื่น ”
๔. อุเบกขา คือ การ ยอมรับความจริง แล้ว วางเฉย มีปัญญา สติ ความเพียร ...
พร้อมจะช่วยในสิ่งที่ดี ๆ ไม่ใช่เฉย แบบ ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่โง่ ....
นิยม เรียก ทั้ง สี่ อย่าง ว่า พรหมวิหาร ๔ แปลว่า เครื่องอยู่ของพรหม อยู่แบบพรหม มนุษย์ ก็ ทำได้ }
{ ที่จริง การ แสดงออก ทาง พรหมวิหาร ๔ นั้น จะ ทำได้ ทุก ๆ ที่ ทุกชาติ ทุกคน
ทั้ง เทวดา มาร พรหม เปรต ผี ฯลฯ
ทำได้ ทุกๆ ลมหายใจ ทุกวินาที ทุกชั่วโมง ทุกครั้ง ที่คิดได้ ทุกเดือน ทุกปี }
ณ ที่ วัดป่าศรีมงคล เริ่ม จาก วันที่ ๒๒ ถึง ๒๓ พ.ค. พ.ศ. ๒๕๖๘
( ครบ ๑๐๑ ปี นับ เริ่ม จาก วันที่หลวงพ่อสี เกิด คือ เมื่อ วันที่ ๒๓ พ.ค. พ.ศ. ๒๔๖๗ )
... จะ
" มุทิตาจิต " แด่ หลวงพ่อสี สิริญาโณ
หรือ พระราชวัชรสิริมงคล
ประธานสงฆ์ วัดป่าศรีมงคล บ้านเปือย ตำบลโนนกาเล็น อ. สำโรง จ. อุบลราชธานี ไทย .....
หลวงพ่อสี สิริญาโณ ท่านเกิด เมื่อ วันที่ ๒๓ พ.ค. พ.ศ. ๒๔๖๗
ที่ บ้านเปือย หมู่ที่ ๓ ตำบลโนนกาเล็น อำเภอวารินชำราบ ( ปัจจุบันเป็นอำเภอ
สำโรง ) จังหวัดอุบลราชธานี
ในวัน ๖ ( วันศุกร์ ) แรม ๖ คํ่า เดือน ๖ ( เดือน พฤษภาคม ) ปีชวด ..
ชื่อ นามสกุล เดิม คือ ชื่อ ศรี นามสกุล นามนาง
หลวงพ่อ สี เป็น น้องคนที่ ๒ ของพี่สาวคนโต ( คนที่ ๑ )
มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ๙
ท่านบวช เมื่อ อายุ ๒๑ ปี ใน วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘
เวลา ๑๖.๒๐ น. ที่ วัดบ้านเปือย
ในงาน แสดง มุทิตาจิต แด่ หลวงพ่อ สี นี้
บำเพ็ญ สร้าง ทำ ปฎิบัติ ศรัทธา ทาน ศีล ภาวนา ฟังธรรม ฝึกสมาธิ วิปัสสนา จงกรม ทำวัตร สวดมนต์ สนทนาธรรม ช่วยเหลือสังคม หมู่ญาติมิตร บารมี ๑๐ กุศล ๑๐ มงคล ๓๘ มุทิตา พรหมวิหาร ๓ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ฯลฯ ...
ให้ แด่ หลวงพ่อ สี สิริญาโณ ประธานสงฆ์ วัดป่าศรีมงคล บ้านเปือย ต. โนนกาเล็น อ. สําโรง จ. อุบลราชธานี
วิธีการ กระทำ .. มุุทิตา =
" ขอ .................. { ใส่..ชื่อ ....... นามสกุล ..... ฉายา ....... ของ ผู้ที่ เรา ต้องการ จะ ส่ง มุทิตา ไปให้ } ............. จง อย่า ได้ พราก จาก สมบัติ อัน ( ที่ ) ตน ได้ แล้ว "
.. การ แสดง มุทิตา จาก ข้อความ ที่ นิยม กัน คือ
“ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าได้พราก จากสมบัติอันตนได้แล้ว ”
... แล้วมา ดัดแปลง เพิ่ม รายละเอียด ให้ เข้า กับ ท่าน หลวง พ่อ สี สิริญาโณ
{ มุุทิตา = " ขอ หลวงพ่อ สี หลวงปู่ สี สิริญาโณ จง อย่า ได้ พราก จาก สมบัติ อัน ( ที่ ) ตน ( ท่าน ) ได้ แล้ว " }
หลวงพ่อสี ท่านเป็น พระ มหาเถระ. ....
เป็นพระสงฆ์ครูบาอาจารย์...
เป็นผู้ปฏิบัติภาวนา ถือธุดงค์วัตร...
เป็นผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อพ้นจากทุกข์ ...
เป็น ครูบาอาจารย์ ผู้ ที่มี พรรษาสูง สุด ( ที่ ยังมีชีวิตอยู่ ใน สาย วัดหนองป่าพง )
เป็น .......... ฯลฯ ........
.. หลวงพ่อสี ท่าน บวช เมื่อ วันที่ ๑๙ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๘๘
ท่านเป็นลูกศิษย์ ของ หลวงปุู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ. อุบล ฯ
ผู้เขียน ซึ่งบวช ในวัน อาสาฬหปูชา วันที่ สอง สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ อายุ ๒๕ ปี ได้ เคยไปศึกษากรรมฐาน กับท่านหลวงพ่อสี สิริญาโณ
โดย มี หลวงพ่อ แสวง อชิโต ชมภูพื้น ( วัดแดงหม้อ ) เป็น ผู้ นำ ผู้เขียน จาก วัดแดงหม้อ ไปฝาก ศึกษาพระธรรมวินัย เรียนกรรมฐานภาวนา ธุดงค์วัตร เพื่อพ้นจากทุกข์ กับ หลวงพ่อสี ที่ วัดป่าศรีมงคล บ้านเปือย ต. โนนกาเล็น อ. สำโรง จ. อุบล ฯ
ไปถึงเมื่อ เมื่อ บ่ายใกล้ค่ำ วันที่ ๒๕ ธ.ค. พ.ศ. ๒๕๓๖
ในขณะ ที่ คณะสงฆ์ วัดป่าศรีมงคล กำลัง ทำวัตร เย็น ในศาลา มีหลวงพ่อ สี เป็น ประธาน กำลังสอนธรรม ที่ศาลาใน
โดย มี นาย สัมพันธ์ ชมภูพื้น อดีต กำนัน ตำบลแดงหม้อ ( หลาน หลวงพ่อ แสวง ) เป็นผู้ ขับรถ ปิคอัพ สีขาว พาไปส่ง ที่ วัดป่าศรีมงคล ...
มีหลานชาย ของ หลวงพ่อ แสวง อีกคน หนึ่ง ไปด้วย
รวม พระ ๒ โยม ๒ ... ทั้งหมด ไป ๔ ... โยม ๒ คน กลับ
พระกรรมฐาน ๒ รูป อยู่ภาวนา ฝึกธุดงค์ ที่ วัดป่าศรีมงคล
จน กระทั่ง ถึง เมื่อ ๑ ม.ค. พ.ศ. ๒๕๓๗ .. หลังจาก ไปร่วม ฉันภัตตาหารเช้า ที่บ้านโยม กับ ครูบาอาจารย์ จากวัด สาขา ของหลวงปู่ชา + ผู้เขียน ก็ไปด้วย .. ...
แล้ว ผู้ เขียน ก็ ได้ กลับ ไป ฝึก กรรมฐาน อยู่ ที่ วัดป่าศรีมงคล กับ หลวงพ่อ สี ต่อไป ..
ส่วน หลวงพ่อแสวง ลา หลวงพ่อ สี ในงาน นั้น หลังฉันเสร็จ แล้ว
ท่านนั่งรถ ที่มีโยมมารับ เดินทางกลับ ถึง วัด บ้าน แดงหม้อ
ช่วย บ่าย ๆ ท่านหลวงพ่อแสวง ได้ สะพายบาตร แบก กลด เดิน ธุดงค์ จาก วัดแดงหม้อ เดิน มากับ สามเณร อาด ... ท่านแขวนกลด ใต้ ร่มไทร ตรง สามแยก ...
ท่านหลวงพ่อ แสวง ได้ เริ่ม สร้าง วัดป่าดงใหญ่ เมื่อ วันที่ ๑ ม.ค. พ.ศ. ๒๕๓๗ ที่บริเวณ ป่าดงใหญ่ อยู่ ทางทิศใต้ ของ บ้านแดงหม้อ
สร้างวัดป่าดงใหญ่ หลงจาก กลับจาก มาศึกษา พระธรรม วินัย กับ หลวงพ่อสี ๗ วัน จาก ๒๕ ๑๒ ๒๕๓๖ - ๓๑ ธ.ค. พ.ศ. ๒๕๓๖ ถึง ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗.
วัดป่าดงใหญ่ หรือ เรียก ว่า บ้านเก่าแดง ( บ้านเก่า แดง คือ บ้านแดง ( มีต้น แดง มาก ) มีประชาชน ย้ายมากจาก ทางทิศเหนือ ชื่อว่า บ้านหม้อ หรือ บ้านเก่าหม้อ แล้ว ย้าย มาอยู่ บ้านแดง อยู่ นาน จนมี วัด ด้วย เคย อยู่ เกือบ สามสิบปี
แล้ว บ้านแดง ร้าง ไป .. แล้ว ชาวบ้าน แดง ก็ ได้ ย้ายไปอยู่ ที่ บ้านแดงหม้อ ใน ปัจจุบัน ) ....
( หลวงพ่อแสวง รู้จัก กับ หลวงพ่อสี มานาน แล้ว )
โพสเมื่อ :
02 ม.ค. 2569,23:31
อ่าน 3 ครั้ง